Home ชีวิต 9 เทคนิควางตัวยังไง ไม่ให้เพื่อนที่ทำงานก้าวก่ายชีวิต เกรงใจเราบ้าง

9 เทคนิควางตัวยังไง ไม่ให้เพื่อนที่ทำงานก้าวก่ายชีวิต เกรงใจเราบ้าง

16 second read
0
0

ผมรู้จักคู่แฝด มากมายที่เติบโตมาแล้ว มีความชอบคนละอย่างทำอาชีพคนละอย่าง แม้แต่ “นิสัยใจคอ” ก็แตกต่างกัน คำตอบของพื้นฐานที่เปลี่ยนไปนั้นมาจาก “สิ่งแวดล้อม” สิ่งแวดล้อมนั้นมีความสัมพันธ์กับมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

อากาศที่อับชื้นทำให้เราหายใจไม่สะดวกแสงแดด ที่เหมือนกับจะ เ ผ า เราทำไก่ย่างทำให้เราโมโหง่ายขึ้น อิ ท ธิ พล ของสิ่งแวดล้อมภายนอกส่งผลถึงพฤติกรร ม ของเรา ไม่มากก็น้อยในเรื่อง “จิตใจ” ก็เช่นกัน

คนรอบข้างนั้นมีผลกับ เรามากกว่าที่คิดหลายๆ คนไม่ชอบการทำงานเพราะเ ก ลี ย ดเพื่อนร่วมงานยิ่งกว่างานที่หนักหนา ส า หั ส สิ่งแวดล้อมบางทีก็ ส า หั ส กว่าหน้าที่ตัวผมเองก็เป็นคนที่ต้องประสานงานกับคนตลอดเวลาในหลายๆ บทบาท ในหลายๆ ความแตกต่างของอายุ

จึงได้สรุปวิธีการประพฤติตัวแบบไหน ทำให้คนรอบข้างเกรงใจและ ทำให้ที่ทำงานของเราซึ่งเป็นบ้านหลังที่สองที่สามของใครๆ หลายคน เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีครับ

1. พูดให้น้อยกว่าผลงาน

โลกที่มี S o c i a l M e d i a เป็นโลกที่อึกทึกคึกโครมใครๆ ก็เป็นผู้พิพ า ก ษ า ได้แค่เพียงคอมเม้นต์ใต้โพสต์แล้วหา “แนวร่วม” เข้ามาสนับสนุ น ก็พอในยุคที่คนพูดน้อยเหลืออยู่ไม่มาก นั่นทำให้คนเหล่านั้นมี “เสน่ห์” มากขึ้น

ในโลกของการทำงานผลงาน คือสิ่งเดียวที่บริษัทต้องการอย่างแท้จริง (แต่ถ้าบางบริษัทต้องการแต่ “คำพูดดีๆ” บริษัทนั้นกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับ “อนาคต” แน่นอน) เพราะผลงานเท่านั้นจะสร้างผลที่เป็นเงินให้แก่บริษัทผลงานยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งดี

แต่ คนที่ผลงานดีดันไปคุยใหญ่กว่า ผลงานคนแบบนี้น่า “รำคาญ” มากกว่าน่า “นับถือ” การพูดเพื่อเป็นแรงบันดาลใจกับ “การอวดตัว” มันต่างกันการพูดเพื่อเป็นแรงบันดาลใจไม่จำเป็นต้องพูดบ่อยๆคนเขาก็เห็นภาพอยู่แล้ว

เค้ารอฟังแค่ว่า แล้วฉันจะต้องทำยังไงต่อ หรือ จะช่วยอะไรฉันให้พิชิตเป้าหมายได้แบบนี้บ้าง? การพูดเพื่อเปิดเผยผลงานที่จำเป็นในการแสดงตัวตนในบริษัทหรือ “ชื่อตำแหน่ง” ก็เรื่องหนึ่งครับ เราอาจจะต้องบอกสักหน่อยว่า “เราเป็นใคร?”

แต่การโอ้อวด “แบบออกตัวแรง” มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะดีกว่าสิ่งที่เราทำเพราะสุดท้ายหลักฐานจริงๆ ไม่เคยอยู่ในคำพูดแต่คุณทำอะไรลงไปบ้าง นั่นแหละครับหลักฐานที่แน่นหนาที่สุด

2. ช่วยเมื่อไม่ต้องช่วยก็ได้

การช่วยเหลือคนอื่นๆ เป็นสิ่งที่ผมชอบทำอาจจะเพราะเห็นว่าเราทำได้ ไม่ได้เหนื่อยอะไรแต่นอกเหนือจากนั้นการช่วยเหลือใครนั้นเป็นการสร้างบารมีอย่างหนึ่งเราไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือใครเพราะหวังให้เขาทำดีกลับ เพราะนั้นมันเหมือนการปล่อยกู้ที่เราต้องเ ค รี ย ดเรื่องเก็บ ด อก ทุกเดือน

การช่วยเหลือคนเหมือนการปลูกต้นไม้ต้องเข้าใจครับว่าไม่ใช่ทุกต้นที่จะโตและไม่ใช่ทุกต้นที่โตแล้ว “ออกผล” สวยงามให้กับเราแต่ยังไงก็ตาม “ประโยชน์” ของการปลูกนั้นก็ยังอยู่

ยกตัวอย่างเช่น

โดยปกติแล้ว ถ้าเราอยู่ในตำแหน่งของฝ่ายจัดซื้ อ เราอาจจะช่วยหาข้อมูลสินค้าของคู่แข่งให้ก็ได้ ราคาตลาดเป็นยังไง? ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่ใช่ “หน้าที่โดยตรง” ที่จะต้องมาช่วยเหลือหรือบางทีมีงานต้องประชุมกันถึงดึก

มีลูกน้องคนนึงบ้านอยู่ไกลมากเราก็ไปส่งทั้งๆ ที่มันอ้อมจากเส้นทางกลับบ้านช่วยโดยที่ไม่ต้องช่วยก็ได้มันแสดงถึงการช่วยเหลือของ “เพื่อนมนุษย์” ไม่ใช่แค่ “เพื่อนร่วมงาน” ผมเชื่อว่า การแสดงออกเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อ “ความสัมพันธ์” เราไม่ควรแค่พูดว่ารักใคร

เราต้องแสดงความรักให้เขาได้เห็นโดยเฉพาะช่วงเวลาที่คนอื่นเดือดร้อน มันก็ดูกันตรงนี้แหละครับ ว่าเราเป็นแค่คนรู้จักชื่อกันหรือเป็นเพื่อนกันจริงๆ บารมีที่ดีต้องเกิดจาก “การให้” ไม่ใช่ตำแหน่งครับเพราะผมเชื่อว่าคนเราจะยอมรับความดีมากกว่าอำนาจ

3. ต่ อย แรงๆ แค่ทีเดียว

ผมชอบข้อคิดที่หนังสือ “รู้แล้วเหยี ย บ ไว้ เศรษฐีคนต่อไปคือคุณ” บอกเอาไว้ว่าถ้าอย า กจะเลี้ยงข้าวคน ให้เลี้ยงแพงๆ ครั้งเดียวดีกว่าซื้ อ กาแฟให้เค้าทุกวัน วันละแก้วเพราะนัยยะสำคัญ ทำให้คนจดจำศิลปินดังหลายคน

มีเพลงสร้างชื่อแค่เพลงเดียว แต่เพลงเดียวนั้นแหละทำให้ชื่อของเขาเป็นทื่รู้จักไม่ได้แตกต่างจากแบรนด์ของตัวเราในบริษัทเราทำผลงานอะไรโดดเด่นเป็นตำนานได้ไหมเราพลิกฟื้นจากขาดทุนเป็นกำไรได้ใน 6 เดือนเราทุบสถิติโดยการขายสินค้า A มากที่สุด

ตั้งแต่บริษัทเปิดมาเรา สร้างทีมงานคุณภาพได้มีจำนวนมากที่สุด เป็นประวัติกาลเพราะปกติ Turn overate สูงโดยส่วนตัวผมชอบงานที่เป็นงานใหญ่ เพราะนั่นคือโอกาสในการสร้างตำนานอะไรก็ตามที่เป็น B I G IMPACT คือภารกิจของเราในบริษัทเดี๋ยวนี้เราจะได้ยินคำว่า THINK 10X มากขึ้น (Exponential thinking)

และนั่นเป็นความทะเยอทะย า นที่ดีผลงานที่ทำให้คนจดจำไม่ลืม พูดถึงชื่อเราทีไรก็เล่าแต่เรื่องนี้

4. มีมารย า ทโดยเท่าเทียม

ผลงานกับความอาวุโส มันคนละเรื่องกันพอขึ้นประโยคแบบนี้ผมไม่ได้กำลังจะบอกให้ปีนเกลี ย ว กับรุ่นพี่เรานะครับ แต่กลับกันจงเคารพทุกคนตาม “อาวุโส” เรื่องการไหว้เป็นวัฒนธรรมที่ดีที่สุดอย่างนึงของคนไทยครับไม่ว่าเขาจะตำแหน่งอะไร

ถ้าเค้ามีอายุมากกว่าเราเขาก็สมควรได้รับความนอบน้อมจากเราบางคนอาจจะไม่ได้ทำผลงานโดดเด่นเท่าเราจะด้วยความสามารถหรือเ นื้ อ งานก็ตามครับแต่เค้าก็เป็นบุคคลที่สมควรแก่การไหว้ หรือทักทายอย่างให้เกียรติ

เชื่อผมสิว่าต่อให้เขาเป็นแค่ “คุณป้าแม่บ้าน” มันจะมี “บางจังหวะ” ที่แกจะช่วยเราได้แน่นอนครับบางที “สัมมาคารวะ” มักจะไม่มาพร้อมกับความเก่งแต่ถ้ายิ่งเก่ง-ยิ่งน่ารัก ชีวิตเราจะโคตรลื่น งานเราก็ยิ่งง่ายขึ้นเพราะเมื่อเราได้ดิบได้ดีกว่า

เขาอาจจะไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีกับ “ความรุ่ง” ของเราแต่ อย ่างน้อยก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งอย า กให้เราได้ดีขึ้นไปอีกครับ

5. อภัยและหายใจลึกๆ

เราทุกคนในทีมเป็นอ วั ย ว ะแต่ละส่วนที่ต้องร่วมมือกันทำงานให้เข้าขากันเพื่อให้ร่ า ง ก า ยทำงานได้และไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี “อาการป่ ว ย ” จะต้องเกิดขึ้นแต่ตราบใดที่เรายังทำงานกับสิ่งที่เรียกว่า “มนุษย์”

ความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ ถึงแม้โทรศัพท์ของเราจะ เ อ๋ อ อยู่บ่อยครั้งแต่ก็ไม่เยอะไปกว่า “ความมึน” ของเพื่อนคนหนึ่งที่เรารู้จักแน่อนและเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้นคำถามที่สำคัญที่สุดที่จะต้องตอบก็คือเราจะผ่านเรื่องนั้นไปได้ยังไง?

และทำยังไงงานถึงจะไม่เสีย? แต่ความเป็นจริงมันกลับกันเวลาที่คนส่วนใหญ่ทะเลาะกันกลับชอบถามว่า “ใครผิดวะ?”ที่ถามก็ไม่ใช่เพื่อหาคนมารับผิดชอบแต่แค่อย า กจะหาคนที่ต้องรับโทษมากกว่าแต่ให้ความรู้สึกผิดและพลาดมาคลุม ส ม อ ง ของเราเพราะนี่มันเรื่อง “งาน” งานไม่ดี

มันก็ส่งผลต่อทุกคนนั่นแหละไม่ใช่แต่คนผิด แต่ผลงานของเดือนนั้นจะฉิ บ(ห าย)โดยทั่วกัน ” แทนที่จะมัวเสียเวลาตัดสินใจว่าใครผิดเอาเวลาไปหาทางแก้ก่อนจะดีกว่าไหม? ” ใครผิดไม่ผิดยังไงเดี๋ยวค่อยกว่ากันหลายๆ ครั้งเราจะต้องหายใจลึกๆ กับความผิดพลาดที่แบบ… มันผิดได้ยังไงวะเนี่ยยย?

แต่ก็นั่นละครับ งานที่ผิดพลาดจะยิ่งทวีความรุ น แ ร ง ตามระยะเวลาที่เราปล่อยใหัมันลุกลามและถ้ามันไม่ร้ า ย แรงจนเกินไป หรือผิดซ้ำซ ากติดๆ กันแบบไม่คิดจะปรับปรุงตัวก็ควรให้อภัยครับ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่แก้ไขแล้ว

ไม่ได้ส่งผลต่อระยะย าวอาจจะไม่จำเป็นต้องเอามาพูดต่อให้ใครฟังเก็บเป็นความลับระหว่างคน 2 คนบ้าง แล้วเขาจะเกรงใจเราขึ้นอีกเยอะครับ

6. เปิดเผยผลงานบนยอดเขา

จริงๆ ข้อนี้เหมือนว่าจะดูขัดกับข้อแรกที่บอกว่า “พูดให้น้อยกว่าผลงาน”แต่ผมบอกได้เลยว่า ถ้า ณ ตอนนั้นคนที่อนุมัติเงินเดือนของเราเขาไม่ได้รับรู้ว่าเรามีอยู่แล้วมีประโยชน์อะไร? เรากำลังจะตกที่นั่งลำบากครับ…หลายๆ ครั้ง โปรเจ็คที่เราทำอยู่ ผลมันไม่ได้แ ท ง ดินออกมาใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าบางทีใช้เวลาเป็นเดือน

บางโป ร เ จ็ ค ใช้เวลาเป็นปีพอตอนเสนอแผน ทั้งหัวหน้าทั้งผู้บริหารเขาก็ได้ยินนั่นแหละบอกว่า “รอได้” แต่พอถึงสถานการณ์จริงๆ คนจ่ายเงินเขารอไหวหรือเปล่า? และขอให้จำไว้อีกอย่างว่า “ยิ่งจ่ายมาเยอะ ความคาดหวังก็เยอะ และคาดหวังเร็ว”

ถ้าผลงานของเราใช้เวลา สุกงอมอีกนาน เราไม่ควรเก็บงำไว้คนเดียวรอบอกทีเดียวตอนสำเร็จแบบนี้อั น ต ร ายเกินไปเมื่อมีความสำเร็จในแต่ละขั้นเกิดขึ้น เดินไปบอกเจ้านายบ้างว่าเงินเดือนที่จ่ายให้มา เรากำลังเอามาสร้างอะไรอยู่?

ถึงแม้ว่าสุดท้ายเงินเดือนของเรา นั้นถูกจ่ายเพื่อผลลัพธ์ไม่ใช่กระบวนการก็ตามเถอะเอาเป็นว่า ถ้าเป็นไปได้คนที่ใหญ่ที่สุดต้องอยู่ข้างเรา แต่ไม่ใช่เพราะคำประจบเหตุผลดีๆ ที่เรามีคนสนับสนุ น จะต้องเป็นเรื่องของ “ผลงาน” ของเราเท่านั้นครับ

7. โยนความดีให้ผู้อื่น

คนส่วนใหญ่ ปากแข็งที่จะยอมรับผิด และยังปากหนักที่จะชมคนอื่นแต่ อย ่าเป็นคนดีที่อยู่โดดเดี่ยวบนโลก คนส่วนใหญ่เป็นคนดีเป็นคนเก่งอยู่แล้วการชื่นชมในส่วนดีของผู้อื่นเป็นการเติมความหวานให้กับชีวิตคนๆ นั้นการชื่นชมคนอื่น (อย่างจริงใจ) ทำให้เราเป็นคนน่ารักขึ้น

เป็นบรรย า กาศที่ดีสำหรับคนอื่นเราไม่มีวันรู้หรอกว่า คนๆ หนึ่งเขารู้สึกยังไงกับตัวเองในตอนนี้ณ เวลานั้นเขาอาจจะกำลังสบประมาทว่า ตัวเองเป็นคน ห่ ว ย แ ต ก หรือบ่นว่าทำไมชีวิตฉัน โ ค ต ร ซ ว ย

หรือเปล่าก็ไม่รู้แต่ผมเชื่อว่า คนทุกคนต้องการใครสักคนมาย้ำเตือนว่าเขามี “คุณค่า” เขาเก่งกว่าที่เขาคิด (หรือบางคนก็ลืมคิดไป) คำชมของเราอาจจะช่วยดัน “คนที่ล้ม” ให้ยืนขึ้นมาใหม่ก็ได้คำชมของเราอาจจะทำให้เขารู้สึกมีตัวตนในบริษัทคำชมของเราอาจจะเป็นเรื่องราวประทับใจให้เขากลับไปเล่าให้คนที่บ้านฟังก็ได้

อย่าประหยัดคำชมจนคนรอบข้าง ของเรารู้สึกแห้งแล้งและโดดเดี่ยวไม่มีใครสมควรที่จะรู้สึกว่า ตัวเองไร้ค่าหรอกครับเพราะเวลาที่เขาเหลืออยู่ทั้งชีวิตจะเป็นเวลาที่แสนโ ห ด ร้ า ย อย่างแน่นอนถ้าเค้าได้แต่ถามตัวเองว่า “นี่ฉันหายใจต่อไปทำไม?”

8. ไม่เป็นของต า ย ที่น่ารัก

ความช่วยเหลือ หรือคำแนะนำนี่แปลกอยู่อย่างหนึ่งครับถ้ามันไม่ได้ไปในเวลาที่เขา “ยอมรับ” มันก็กลายเป็น “การแส่หาเรื่อง” คนที่ล้มจะลุกขึ้นได้ก็ด้วยตัวของเขาเองเท่านั้น มือของเราได้แค่ดึงให้เค้าลุกเร็วขึ้นการที่เราเป็น คนมีน้ำใจ “แบบชอบยั ด เ ยี ย ด”มันจะทำให้การช่วยเหลือของเราไม่มีคุณค่า

มันได้มาง่ายเหลือเกิน กลับกันที่เรารู้สึกเสียดายหรือหวงของที่ซื้ อ มาแพงก็เพราะ “มันได้มาย า ก”การช่วยเหลือคนเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องดูคนที่พร้อมจะให้เราช่วยก่อนคนกลุ่มนี้ คือคนกลุ่มแรกที่เราต้องวิ่งไปดึงขึ้นมาเพราะบางคนก็แค่เรียกร้องความสนใจ

แต่ไม่ได้ต้องการจะแก้ปัญหาจริงๆ สำหรับคนแบบนั้นเราอาจจะแค่ฟังแล้วก็พยักหน้าตามจนจบ ก็พอแล้วล่ะครับ

9. งานเศร้าคืองานของเรา

ในชีวิตของคนเรา จะต้องเจอเหตุการณ์สุขกับทุกข์ มีแค่ 2 อย่างเหตุการณ์ที่เป็นสุขก็เช่น แต่งงาน รับปริญญา คลอดลูก เป็นต้นประเด็นก็คือการที่เราไปงานเหล่านี้นั้นถือว่าเป็นการ “ร่วมสุข” กับเพื่อนของเราในเวลาที่เขามีความสุข

เราจะไปเป็นอีกคนที่ไปเติมความสุข แต่ถึงแม้ตลอดชีวิตของเราจะมีเรื่องดีๆ มากมายแต่แน่นอนเงาอีกด้านย่อมมีเสมอคนเราหนีไม่พ้นกับความเศร้าอย่างแน่นอน เพราะคนเราถูกสร้างมาให้มีความรู้สึกผมเชื่อว่าทุกข์คือ สิ่งที่เราต้องผ่านมันไปตลอดช่วงของชีวิตไม่มีใครไม่มีปัญหา

เราอาจจะเห็นคนๆ หนึ่ง ยิ้มตลอดไม่เคยโพสต์คร่ำครวญอะไรในเ ฟ ส บุ ค แต่นั้นก็เพราะเขาผ่านมันมาได้ต่างหาก แม้เขาจะรู้สึกแ ย่ ขนาดไหนก็ตามพอตอนเด็กก็มีปัญหาแบบหนึ่ง พอโตขึ้นมาก็มีปัญหาแบบหนึ่งโดยเฉพาะการ สู ญ เ สี ย ซึ่งถือเป็นความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่

เพราะไม่มีเรื่องร้ า ย อะไรที่อยู่ถาวรนอกจากการสูญเสี ยถ้าเรารู้ว่าเพื่อนร่วมงานหรือคนที่เรารู้จัก ต้องพบกับความย า กลำบากต้องสู ญ เ สี ย ใครสักคน อย่าผัดผ่ อ น ที่จะไม่ไปร่วมแสดงความเสียใจเรื่องเศร้าคือเรื่องใหญ่ ของทุกคนงานสุขไม่ไปไม่เป็นไร แต่งานทุกข์ “ต้องไปเท่านั้น”

และนี่คือ วิธีง่ายๆ เพื่อที่จะให้คนที่เราต้องไปเกี่ยวข้องปฎิบัติต่อ เราดีขึ้นเกรงใจและเคารพเรา เพราะสำหรับหลายๆ คนแล้วชีวิตการทำงานคือ ครึ่งหนึ่งของชีวิตเลยทีเดียวหวังว่าทุกท่านจะมีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นนะครับ

ขอขอบคุณ salesarm

Load More Related Articles
Load More By verrysmiles smiles
Load More In ชีวิต

Check Also

แนวคิดมีกินมีใช้ เริ่มต้นใหม่..ไม่มีคำว่าสาย

หลายๆคน กำลังเป็นกัน กับการตั้งคำถามที่ว่า “ทำไมเราไม่รวยสักที” นั่นเป็นเพราะนิสัยในการใช้…