Home ข้อคิดดีๆ อ่านแล้วจะเข้าใจ “คนไม่มีลูก..แก่มาใครจะเลี้ยง”

อ่านแล้วจะเข้าใจ “คนไม่มีลูก..แก่มาใครจะเลี้ยง”

3 second read
0
0

การมีลูก เพื่อหวังจะให้พวกเขาเลี้ยงดูในยามแก่นั้นเป็นแนวคิดของคนสมัยก่อน ที่มีสืบกันมานานมาก ซึ่งก็มักจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ เสียด้วยในสังคมของเรา

แต่ว่าหากจะมองในความเป็นจริงแล้ว มันยังจะใช้ความคิดแบบนี้ได้อยู่ไหม “มีลูก ตอนแก่จะได้มีคนเลี้ยงดู” ซึ่งมันจะแปลได้อีกทางว่า หากลูกไม่ยอมเลี้ยงดู

คือ อกตัญญูอย่างนั้นหรือในความเป็นจริงมันเป็นความเห็นแก่ตัวของคนเป็นพ่อแม่กันแน่ ลองมาอ่านกันดูในปัจจุบันนี้ก็มีคนแก่ชราหลายคนมากที่เข้ากับครอบครัวของลูก ๆ ไม่ได้

บางทีความคิดแบบเดิม มันอาจจะต้องปรับแล้วก็ได้ ทำไมไม่คิดว่าอยากจะให้ลูกเลี้ยงดูในตอนแก่เป็นการ ดูแลตัวเองได้ในตอนแก่บ้าง จะเอาสมัยก่อนกับปัจจุบันมาเที่ยวกันมันไม่ได้

ที่พ่อแม่มีลูกตั้งหลายคน ยังเลี้ยงได้ ทำไมลูกเลี้ยงพ่อแม่บ้างไม่ได้ ซึ่งมันก็อาจจะน่าคิด แต่ลองมองถึงค่าครองชีพและการใช้ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันสิมันเหมือนสมัยก่อนงั้นหรือเรามีเรื่องราวน่าอ่าน

และอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจตาม ทั้งในมุมของคนเป็นพ่อแม่ และในมุมของความเป็นลูก เรื่องราวมี ดังนี้ มีคุณแม่คนหนึ่ง สามีเสียไปนานแล้ว เธอสอนหนังสือหาเงินเลี้ยงลูกชายจนโต

เขาเป็นคนเชื่อฟังตั้งแต่ตอนเล็ก พอลูกโต เธอก็ส่งลูกไปเรียนอเมริกา พอลูกเรียนจบก็อยู่ทำงานต่อที่อเมริกาหาเงินซื้อบ้าน แต่งงาน มีลูกหนึ่งคน สร้างครอบครัวที่แสนสุข

ตัวเธอเองคิดถึงประโยคที่ว่ามีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่ คิดถึงสายตาอิจฉาของญาติๆและเพื่อนฝูง เธอมีความสุขจากใจ ระหว่างรอจดหมายตอบจากลูกชาย เธอก็จัดการเรื่องบ้านและงานจนเรียบร้อย

คืนสุดท้ายก่อนเธอจะเกษียณ เธอก็ได้รับจดหมายที่ส่งมาจากอเมริกาของลูกชาย พอเปิดออกดูข้างในก็เป็นเช็คมูลค่า 3 หมื่นเหรียญดอลล่าร์ เธอรู้สึกแปลกใจมาก

เพราะลูกชายไม่เคยส่งเงิน ให้เธอมาก่อน เธอรีบเปิดจดหมายออกอ่าน ในจดหมายเขียนว่า “แม่ครับ พวกเราได้คุยกันแล้ว ตัดสินใจ และสรุปว่า พวกเราไม่ยินดีให้แม่มาอยู่ด้วยกันที่อเมริกา

ถ้าแม่คิดว่าแม่มีบุญคุณที่เลี้ยงดูผมมา คำนวณตามราคาตลาด ก็ประมาณ 2 หมื่นกว่าเหรียญ ผมก็เลยเพิ่มให้นิดหน่อย แล้วส่งเช็ค 3 หมื่นมาให้แม่ หวังว่าต่อไปนี้แม่จะไม่เขียนจดหมายมาอีก”

แม่อ่านจดหมายฉบับนั้น จบก็น้ำตาไหลพราก รู้สึกว่าตัวเองเป็นม่ายมาตลอดชีวิต จากนี้ไปต้องแก่อย่างโดดเดี่ยว เธอ เ จ็ บ ป ว ด จนไม่อยากมีชีวิต ต่อมาเธอก็ศึกษา พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า

หลังศึกษา เธอก็คิดได้ เธอใช้เงิน 3 หมื่นเหรียญเอาไปเดินทางเที่ยวรอบโลก ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ มากมาย หลังจากนั้นเธอจึงเขียนจดหมายหนึ่งฉบับถึงลูกชาย

ในจดหมายว่า “ลูกรัก ลูกไม่อยากให้แม่เขียนจดหมายมาอีก ก็ถือซะว่าจดหมายฉบับนี้ เป็นข้อความเพิ่มเติมจากฉบับที่แล้วละกัน แม่ได้รับเช็คแล้ว และใช้เงินจำนวนนั้นไปเดินทางรอบโลก

ระหว่างเดินทางท่องเที่ยว อยู่ๆแม่ก็รู้สึกว่า แม่ควรขอบใจลูก ขอบใจที่ทำให้แม่เห็นอะไรทะลุปรุโปร่ง ปล่อยวาง ทำให้แม่ได้เห็นว่าความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน และคนรักไม่มีรากหยั่งลึก เปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ถ้าวันนี้แม่ยังคิดไม่ตก ยังยึดติด ยังทุกข์อยู่ แม่คงสิ้นลมหายใจไปภายในปีครึ่งปี การปฏิเสธของลูก ทำให้แม่ได้เห็นว่าคนเรามีวาสนาก็ได้เจอ หมดวาสนาก็จากกัน ทุกอย่างไม่เที่ยงแท้

ทำให้แม่เรียนรู้ที่จะสงบและใจเย็น มองทุกอย่างในเชิงบวก แม่ไม่มีลูกแล้ว ไม่มีอะไรให้เป็นห่วง เพราะงั้นแม่ถึงสามารถอยู่ได้โดยไม่มีมัน “พ่อแม่ที่น่าสงสาร” คนเป็นพ่อแม่อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก

แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดมีคนกล่าวไว้ว่า บ้านของพ่อแม่คือ บ้านของลูกตลอดเวลา บ้านของลูกไม่เคยเป็นบ้านของพ่อแม่ การให้กำเนิดลูกเป็นงานที่ต้องทำ การเลี้ยงดูลูกเป็นภาระหน้าที่

การพึ่งพาลูกเป็นความเข้าใจผิดช่างเป็นเรื่องราวที่ไม่น่าฟัง แต่ก็ไม่ฟังก็ไม่ได้ แม้ว่าไม่ใช่ลูกทุกคนจะเป็นเหมือนลูกชายในเรื่องที่ ไม่ มี หัว ใ จ แต่คนเป็นพ่อแม่ไม่ควรคิดว่าแก่แล้วจะพึ่งพาลูก

พูดกันตามตรง แก่แล้วต้องดูแลตัวเอง ลูกกตัญญูต่อคุณถือเป็นบุญ ถ้าลูกกตัญญูไม่พอ พ่อแม่ก็บังคับไม่ได้วิธีที่ดีที่สุดคือ วางแผนชีวิตพึ่งพาตัวเองตอนแก่ไว้ จากมุมมองของสังคม

การมีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่ เป็นความปรารถนาในใจ แต่ในยุคปัจจุบัน เศรษฐกิจ สังคม วัตถุนิยม วิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป สถานการณ์ในปัจจุบันคือ คนยุคใหม่เปลี่ยนไป คนอายุมากยังยึดติด

การที่คนอายุมากยึดแนวความคิด ว่ามีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่ไม่เหมาะสมกับอีกต่อไป

สิ่งที่ตามมาคือ โ ศ ก น า ฏ ก ร ร ม พ่อแม่ทวงบุญคุณกับลูกได้แต่มันไม่ใช่ลูกทุกคนที่มีศักยภาพพอที่จะดูแลพ่อแม่ได้ เพราะเพียงแค่ชีวิตและครอบครัวของเรา มันก็ต้องดูแลเช่นกัน

การวางแผนดูแลตัวเองตอนแก่จึงเป็นสิ่งที่คนเป็นพ่อ แม่คนควรวางแผนและอย่าฝากความหวังทั้งหมดมาทิ้งไว้ที่ลูกได้แล้ว มันไม่ใช่ความผิดของลูกที่ดูแลคุณไม่ได้ แต่มันผิดที่คุณที่ไม่ยอมดูแลตัวเองต่างหาก ฝากไว้ให้คิดกันนะ

ขอขอบคุณ L i e k r

Load More Related Articles
Load More By verrysmiles smiles
Load More In ข้อคิดดีๆ

Check Also

5 สิ่งที่ต้องคิด “ก่อนจะลาออก” ไปหางานใหม่

การลาออกจากงานเพื่อหางานใหม่ เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่อย่าลืมว่าในช่วงนี้สถานก…