Home ข้อคิดดีๆ อย่าคิดว่าตัวเองเก่งแล้วเที่ยวไปตัดสินผู้อื่น

อย่าคิดว่าตัวเองเก่งแล้วเที่ยวไปตัดสินผู้อื่น

4 second read
0
0

โลกนี้มี “ คนเก่ง ” มากมาย แต่คนเก่งที่ “ไม่มีคุณธรรม” ก็มีไม่น้อย เพราะ เอาแต่คิดว่า ข้าเก่ง ข้าแน่ ทุกคนต้องยอมรับในความคิดของข้าเป็นคนเก่งนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่แค่เก่งมันยังดีไม่พอต้องรู้จักวางตัวด้วย ชีวิตคน บางที ต้องเลี้ยวบ้าง อ้อมบ้าง จะตรงไปข้างหน้าตลอดมันก็ไม่ได้

โบราณว่า… ขุนเขาตั้งอยู่ไม่เปลี่ยน ก็ให้เปลี่ยนเส้นทาง เส้นทางไม่เปลี่ยนแปลงตามนักเดินทาง นักเดินทางต้องรู้จักเลือกเดินเอง ขอแค่เป็นทางอันถูกควร อ้อมบ้างก็ไม่เห็นเสียหายอะไร น้ำสามารถไหลไปรวมกันจนเป็นมหาสมุทรได้ก็เพราะ สามารถหลบหลีกอุปสรรครู้จักลดเลี้ยวรู้จัก อ่อน แข็ง ตามสถาณะการณ์ คนเก่งจะกลายเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ได้ บางครั้งก็ต้องรู้จักทำตัวให้เหมือนน้ำ

อย่าคิดว่าตัวเองเก่งแล้วเที่ยวไปตัดสินคนนั้นคนนี้ ยิ่งสูงเท่าไรยิ่งต้องโน้มตัวลงให้ติดพื้นเท่านั้น ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีเหมือนกัน มีความเป็นคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเก่งแค่ไหนก็อย่าได้ไปเที่ยว ดู ถู ก ใคร

“เลิก” เสีย แล้วเชื่อว่าคุณจะสร้างโอกาสไปสู่ชีวิตที่ดีได้อีกมากโขทีเดียวล่ะครับ

1. เลิกเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล

ฟังคนอื่นมั่ง – คือสิ่งที่ผมมักบอกหลายๆ คนที่มักเอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง ประเภทชั้นทำอะไรถูกเสมอ ชั้นมีเหตุผลของชั้น และเหตุผลของชั้นนั้นเพียงพอสำหรับทุกๆ อย่าง และพอมากๆ เข้าก็กลายเป็นว่าทุกอย่างในชีวิตต้องเป็นไปตามที่ตัวเองคิด สิ่งที่คนอื่นพูดมานั้นหากไม่ใช่การยอมรับหรือเห็นด้วยก็จะมองว่าไม่เข้าข้าง คิดผิด และปฏิเสธความคิดเหล่านั้นไปเสียหมด

ที่หนักๆ คือหลายๆ คนได้เจอคนดีๆ เข้ามาตักเตือนก็ไม่ฟัง หาว่าคนเหล่านั้นไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ตัวเอง ฯลฯ

ผมมักพูดเสมอว่ามันมีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความเชื่อมั่นในตัวเองกับการหลงตัวเอง ซึ่งถ้าเราตั้งสติและแยกแยะไม่ดีแล้ว เราจะข้ามเส้นไปสู่การทนงและเต็มไปด้วย Ego ชนิดที่ไม่ยอมรับเหตุผลอื่นๆ ซึ่งอาจจะถูกหรือดีกว่าที่เราคิดด้วยซ้ำ นอกจากนี้แล้ว ชีวิตของเรายังมีคนมากมายที่อาจจะเก่งกว่าเรา รู้มากกว่าเรา มีประสบการณ์มากกว่าเรา มีวิสัยทัศน์มากกว่าเรา ซึ่งคนเหล่านี้ในมุมหนึ่งเหมือนครู / เทวดาของเราที่ช่วยเตือนหรือแนะนำทางที่ใช่ให้กับเรา แน่นอนว่าคำแนะนำบางอย่างอาจจะขัดใจหรือไม่ตรงกับที่เราคิด แต่ก็นั่นแหละที่คำแนะนำเหล่านั้นหลายๆ ครั้งทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิดไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ ชีวิตผมเองก็ได้คนเหล่านี้ช่วยแนะนำและขัดเกลาตัวผมมาตลอด

ลองดูสิครับ ลองเปิดใจฟังคำแนะนำ คำตักเตือนของคนที่คนมองว่าน่าเชื่อถือ และปรารถนาดีกับคุณ อย่าฟังแต่เฉพาะเสียงที่เยินยอ สรรเสริญคุณ หรือปลอบแบบเห็นอกเห็นใจคุณโดยไม่สนผิดถูก (ซึ่งเอาจริงๆ เสียงเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวและพึงระวังเสียอีกต่างหาก) เพราะนั่นอาจจะเป็นการสร้างกะลามาครอบตัวคุณโดยไม่รู้ตัว

2. เลิกคิดว่าคนอื่นไม่เข้าใจตัวเอง / ไม่มีใครเป็นแบบฉัน

เอาจริงๆ มันก็ไม่มีใครที่จะมีประสบการณ์แบบเรา 100% เพราะแต่ละคนก็ล้วนมีปัจจัยท่ีแตกต่างกันไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะเข้าใจและเข้าถึงตัวเราไม่ได้ การไปตราหน้าเขาว่าไม่เข้าใจ ไม่รู้จักตัวเรา มันก็กลายเป็นการสร้างอคติให้ตัวเราเองจนไม่สามารถฟังความเห็นหรือมุมมองจากคนอื่น

ในประสบการณ์ของผมนั้น คนเก่งๆ และคนที่สามารถสร้างทางชีวิตไปสู่สิ่งดีๆ นั้นคือคนที่เปิดรับมุมมองจากคนอื่นเพื่อทำให้ตัวเอง “เห็นรอบ” มากขึ้นก่อนจะสามารถเลือกเดินได้อย่างดี ทั้งนี้เพราะพวกเขาจะเห็นอะไรมากกว่าที่เขามองด้วยตัวเองเพียงคนเดียว

แม้ว่าใครๆ ก็อาจจะไม่ได้เข้าใจคุณ 100% แต่บางอย่างจากประสบการณ์ของพวกเขาก็อาจจะเคยผ่านอะไรที่คล้ายๆ กัน เทียบเคียงกันได้ บ้างก็อาจจะเคยเจออะไรที่หนักกว่าเราเสียด้วยซ้ำ มันเลยน่าจะเป็นเรื่องดีที่ลองฟังเรื่องราวและมุมมองจากเขาแล้วเอามาประกอบการวิเคราะห์ของเราเอง (แทนที่จะปิดกั้นตั้งแต่ยังไม่ทันรู้) นอกจากนี้แล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้เราโตขึ้นคือการได้สะสมประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งการเรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่นๆ ย่อมดีกว่าการที่เราสนใจแต่ประสบการณ์ของตัวเราเองคนเดียวนั่นแหละ

3. เลิกคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว แน่แล้ว เจ๋งแล้ว

การที่ชีวิตเราจะดีขึ้นได้ มันก็ต้องเกิดจาการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตของเรา หนึ่งในนั้นคือทักษะ ความสามารถและทัศนคติต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากเราเอาแต่คิดว่าเราเก่งแล้ว ดีแล้ว ไม่ต้องพัฒนาแล้วเป็นแน่

จากประสบการณ์ของผมนั้น การเปลี่ยนทัศนคติ การเพิ่มทักษะและความสามารถตัวเองแม้ว่าจะไม่ได้เยอะมากแต่ก็สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตพอสมควร เช่นถ้าเราคิดว่าเรายังรู้ไม่พอ ยังอยากรู้เพิ่มเติม เราก็จะเริ่มใช้เวลากับการหาความรู้ใส่ตัวมากขึ้น แม้จะไม่เยอะมากแต่มันก็ค่อยๆ สะสมไปเรื่อยก่อนที่เราจะพบว่าเรามาไกลจากจุดเดิมพอสมควร ซึ่งนั่นจะไม่มีวันเกิดขึ้นเลยถ้าเราคิดว่า “พอแล้ว”

การทำตัวน้ำเต็มแก้วเป็นสิ่งที่เราถูกเตือนมาตั้งแต่เด็ก เป็นแง่คิดที่เราถูกปลูกฝังมาแต่ไหนแต่ไร อย่างไรก็ตามมันก็ดูจะถูกลืมโดยเฉพาะเมื่อเราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ยิ่งถ้าประสบความสำเร็จ ก้าวหน้า ได้รับตำแหน่งใหญ่ๆ โตๆ แล้ว ความสำเร็จเหล่านี้กลายเป็นภาพที่ทำให้เราหลงไปว่าเราเก่งแล้ว มาไกลเพียงพอแล้ว ซึ่งในไม่ช้ามันก็จะกลายเป็นกับดักให้ตัวเราหลุดออกจากเส้นทางการพัฒนาตัวเองนั่นแหละ ฉะนั้นแล้ว ลองปรับความคิดดูว่าเรายังไปได้อีก ยังเก่งได้อีก ยังรู้ได้มากขึ้นอีก แล้วหาทางที่จะไป “ได้อีก” ดูสิครับ แล้วคุณจะเริ่มเห็นว่าชีวิตของเราเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีมองโลกรอบๆ ตัวเราพอสมควรเลยทีเดียว

4. เลิกเอาตัวเองไปตาม / เทียบกับคนอื่น

หนึ่งในความทุกข์มาตรฐานของคนแบบเราๆ คือการที่พบว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น ตัวผมเองก็เคยตกอยู่ในภาวะแบบเดียวกันเมื่อผมพยายามเอาชีวิตตัวเองไปเทียบกับคนรอบข้าง ทั้งที่จริงๆ แล้วการเทียบแบบนี้มีแต่จะทำให้เรากดดัน รู้สึกแย่ เพราะท้ายที่สุดเราก็จะพยายามมองไปว่าเราด้อยกว่าเขาเรื่องนั้นเรื่องนี้ (หรือถ้าใครดีกว่าก็กลายเป็นว่าดูถูกคนอื่นเสียอีก) นั่นยังไม่นับกับการพยายามเดินตามคนอื่นๆ จนหลายๆ คนก็ลืมตัวตนของตัวเองไปเลย

สำหรับผมนั้น สิ่งที่ดีคือการที่เราหาคุณค่าในแบบตัวเราเองแล้วขัดเกลามันให้ดีในแบบที่เราเป็น ไม่ต้องไปเทียบว่าคนอื่นเป็นอย่างไร เราต้องไม่ลืมว่าคนอื่นๆ นั้นมีปัจจัยที่ต่างจากเรา ไม่ว่าจะพื้นฐานครอบครัว ประสบการณ์ ฯลฯ ซึ่งมันไม่แฟร์เลยที่เราจะพยายามเอาตัวเราไปเทียบกับเขาเพียงเพื่อจะเอาชนะ (และสุดท้ายก็แพ้อยู่ดี)

5. เลิกดูถูกตัวเอง

สิ่งสำคัญที่ผมมักให้คำแนะนำกับหลายๆ คนที่มาปรึกษาผมหรือผมไปปลอบเขาในวันที่รู้สึกแย่ๆ คือการบอกว่าอย่าดูถูกตัวเอง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า เพราะนั่นจะทำให้เราปิดตัวเองอย่างรวดเร็วและนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ไร้ความมุ่งมั่น และยอมแพ้กับชีวิตเอาได้ง่ายๆ

ผมเองก็เคยผ่านชีวิตช่วงที่คิดแบบนี้มาก่อน ผมบอกได้เลยว่ามันไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีเลยแม้แต่น้อย มันมีแต่ทำให้เรารู้สึกว่าทุกๆ อย่างคงไม่มีอะไรดีตราบใดที่ยังเป็นตัวเรา ทั้งที่จริงๆ แล้วตัวเราเองก็มีค่าสำหรับหลายๆ คน และยังสามารถทำอะไรได้อีกมากมาย เพียงแต่เราไปตีตรามันเพราะความผิดพลาดบางอย่างที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว

ต่อให้ที่ผ่านมาเราจะผิดพลาดอะไรไป มันอาจจะไม่ได้ดั่งใจ มันอาจจะไม่สวยงาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวันพรุ่งนี้มันจะแย่แบบนั้นตลอดไป มันอยู่ที่เราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงและทำให้มันดีขึ้นไหม คนจำนวนมากผิดพลาดอยู่ไม่น้อย ลองผิดลองถูกก็เยอะ แต่เพราะการพยายามที่จะไปสู่สิ่งที่ดีกว่ามันค่อยๆ เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งนั่นต่างจากการเอาแต่คิดว่าอะไรๆ ก็แย่ และไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นมาเลย

5 หลักความจริงของชีวิต

1. โลกนี้มีความไม่ยุติธรรมอยู่มาก ไม่ต้องคิดที่จะเปลี่ยนแปลงมัน สิ่งที่คุณควรทำก็แค่อยู่กับมันให้ได้ แล้วรู้จักใช้ประโยชน์จากมันให้เป็น

2. โลกไม่สนเกียรติหรือศักดิ์ศรีของคุณ คนอื่นก็ดูแค่ความสำเร็จที่คุณมี ก่อนที่คุณจะประสบความสำเร็จ อย่าเรียกร้องให้ใครๆต้องให้เกียรติคุณ เพราะยิ่งคุณแสดงออกเท่าใด ก็ยิ่งไม่เกิดประโยชน์ใดๆสำหรับคุณเลย

3. คุณเรียนจบแค่มัธยมคุณไม่มีทางเป็น CEO นอกเสียจากคุณจะคว้าตำแหน่ง CEO มาไว้ในมือ เมื่อนั้น ไม่มีใครสนใจหรอกว่าคุณจบแค่มัธยม

4. ในขณะที่คุณเผชิญกับความยุ่งยาก ที่คนอื่นสร้างขึ้น อย่าได้ปรักปรำกล่าวโทษ คุณต้องยืนหยัดขึ้นอีกครั้ง และเริ่มต้นใหม่เสมอทุกครั้งที่ล้มลงไป

5. อย่าพูดถึงคนอื่นลับหลัง โดยเฉพาะ ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน เถ้าแก่ หรือ เจ้านาย ลับหลัง เพราะ มันจะกลายเป็นว่าเราเองที่โยนความผิดพลาดไปให้คนอื่น และ เราก็ไม่ได้พัฒนาอะไรให้ดีขึ้นมาเลย

 

ขอขอบคุณที่มา จาก Bodhisat Heart , นุสนธิ์บุคส์ , nuttaputch

Load More Related Articles
Load More By SmileJung :)
Load More In ข้อคิดดีๆ

Check Also

ทายนิสัยจาก 3 ภาพนี้ บ่งบอกถึงบุคลิกที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ

มีการศึกษาทางจิตวิทยา ที่บอกกับเราว่า คนเราจะมองเห็นภาพ แตกต่างกันไป ตามลักษณะนิสัย ดวงตาอ…